วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

เครื่องมือโฆษณา


Progoset (โปรโกเซท) เครื่องมือโฆษณาที่สมบูรณ์แบบ(Progoset, the perfect tool for advertising.)

Progoset (โปรโกเซท) เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเอง สามารถสร้างความแตกต่างได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของการโฆษณาหรือเพื่อตกแต่ง ภาพที่ได้มีความสวยงาม คมชัด และโดดเด่นมากว่าการฉายภาพแบบอื่นๆที่ลักษณะใกล้เคียงกัน ด้วยเทคนิคการทำภาพแบบเฉพาะของเรา (ลิโทรกราฟฟิ่) จากประเทศสวีเดน ภาพที่ได้สามารถฉายได้ทุกที่ไม่ว่าจะเป็นบนพื้น เพดาน ผนัง อีกทั้งตัวเครื่องมีขนาดเล็กกระทัดลัดเคลื่อนย้ายได้สะดวกไปได้ทุกที่ที่ต้องการสำหรับการใช้ที่แตกต่าง แน่นอนว่า "โปรโกเซท" เหมาะกับการใช้งานในแบบต่างๆกันไม่ว่าจะเป็นในร้านค้า ร้านอาหาร หรอสถานบันเทิงต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดุดตา ดึงดูด และจดจำของลูกค้าหรือผู้ที่พบเห็น และยังใช้ได้กับการตกแต่งภายในต่างๆเพื่อเพิ่มความโดดเด่นสวยงาม ทั้งยังรวมไปถึงการใช้ในงานเทศกาลต่างๆและ งานอีเว้นท์ ต่างๆอีกด้วย

โฆษณาในปัจจุบันที่ให้แง่คิดดีๆ




โฆษณา7-Eleven (ตอน ครู)
ถึงแม้ว่าจะเป็นโฆษณาที่ใช้เวลาสั้นๆในการออกอากาศแต่ก็สามารถเรียกน้ำตาผู้ชมได้ โฆษณานี้เน้นการสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่การสื่อถึงสิ่งดีงามที่ควรเชิดชูในสังคม ก็ทำให้โฆษณานี้น่าชื่นชม และทำให้ผู้ชมมีความสุขไม่เปลี่ยนช่องเพื่อหนีโฆษณาและในใจของทุกคนนั้นก็คงมี ครู อยู่เสมอ

กฎ ระเบียบ ของหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา

กฎหมายและระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา ได้แก่ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 มีสาระสำคัญดังนี้
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522
1.1. โฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ หรือจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ (มาตรา 22) ข้อความดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม
1.1.1. ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง
1.1.2. ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม
1.1.3. ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ
1.1.4. ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน
1.1.5. ข้อความอย่างอื่นที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค (กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2526) และฉบับที่ 5 (พ.ศ.2534)
1.1.6. ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ใช้ หรืออ้างอิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้กระทำไปโดยไม่ได้รับ พระบรมราชานุญาต พระราชานุญาต หรืออนุญาต แล้วแต่กรณี ทั้งนี้เว้นแต่
1.1.6.1. ข้อความโฆษณาที่ว่าได้รับเหรียญ ใบสำคัญ คู่มือ ประกาศนียบัตรหรือเครื่องหมายอื่นใดที่ได้เป็นรางวัลในการแสดงหรือประกวดสินค้าหรือบริการที่ได้รับจากพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
1.1.6.2. ข้อความโฆษณาว่าได้รับพระบรมราชานุญาตในการประกอบธุรกิจ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราแผ่นดิน หรือได้รับพระราชทานตราตั้ง
1.1.6.3. ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการ ซึ่งรวมอยู่กับข้อความที่ถวายพระพร หรือข้อความอย่างอื่นที่อ้างอิงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยมิได้แสดงให้เห็นว่าข้อความส่วนที่เป็นการโฆษณาสินค้าหรือบริการนั้น แยกออกต่างหากจากข้อความที่ถวายพระพร หรือข้อความอย่างอื่นดังกล่าวข้างต้น
1.1.6.4. ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุ หรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจะจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ก่อนที่ผู้ประกอบธุรกิจนั้นได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน
1.1.6.5. ข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุ หรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการพนันแล้ว หรือข้อความโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจจัดให้มีการประกวดชิงรางวัล โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมิได้ระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.1.6.5.1. หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข หรือข้อกำหนดในการเสี่ยงโชค หรือในการประกวดชิงรางวัล
1.1.6.5.2. วันเดือนปีที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการจัดให้มีการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัล เว้นแต่กรณีที่เป็นการโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาเริ่มต้นของการเสี่ยงโชคหรือการประกวดชิงรางวัลนั้นจะให้ปรากฏในส่วนที่เป็นภาพหรือในส่วนที่เป็นเสียงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ แต่ข้อความโฆษณาที่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดนั้นจะต้องให้ปรากฏทั้งในส่วนที่เป็นภาพและส่วนที่เป็นเสียง
1.1.6.5.3. ประเภทและลักษณะของของแถมพกหรือรางวัล จำนวนและมูลค่าของของแถมพกหรือรางวัลแต่ละสิ่ง หรือมูลค่ารวมในแต่ละประเภท เว้นแต่กรณีที่การโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถมพก หรือรางวัลแต่ละสิ่งหรือ มูลค่ารวมในแต่ละประเภทก็ได้ แต่ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องระบุมูลค่าของของแถมพก หรือรางวัลทุกประเภทไว้แทน ในกรณีที่สิ่งซึ่งจัดเป็นของแถมหรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่านั้น เป็นสิ่งซึ่งมีมูลค่าที่ผู้บริโภคอาจทราบได้โดยทั่วไป และข้อความโฆษณานั้นได้แสดงให้ผู้บริโภคทราบถึงประเภทและลักษณะของของแถม สิทธิหรือประโยชน์ โดยให้เปล่าไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ระบุมูลค่าของของแถม สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่านั้นไว้ก็ได้
1.1.6.5.4. เขตหรือถิ่นที่จัดให้มีการให้ของแถม ให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่กรณีที่เป็นการจัดให้มีขึ้นทั่วราชอาณาจักร
1.1.6.5.5. สถานที่ที่กำหนดไว้ให้ผู้บริโภคมารับของแถมหรือสิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เว้นแต่
ก. กรณีที่จัดให้มีการรับของแถม สิทธิหรือประโยชน์ ณ ร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้านั้นทั่วไปทุกแห่ง หรือ
ข. กรณีที่เป็นการให้ของแถมโดยการติดของแถมไว้กับสินค้าในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถเห็นของแถมนั้นได้อยู่แล้ว หรือโดยการบรรจุของแถมไว้ในหีบห่อของสินค้านั้น และได้ระบุข้อความไว้ที่หีบห่อบรรจุสินค้านั้น ว่าได้จัดให้มีการให้ของแถมโดยให้เปล่ากับการขายสินค้านั้นแล้ว" ข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ว่า เป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ ไม่เป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณาตาม (1.1)
1.2 การโฆษณาจะต้องไม่กระทำด้วยวิธีการอันอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายหรือจิตใจ หรืออันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค (ม.23)
กฎกระทรวง ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 ข้อความ ภาพยนตร์ หรือภาพนิ่งที่ใช้ในการโฆษณาสินค้าและบริการธุรกิจที่จะออกโฆษณาทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ จะต้องมีลักษณะดังนี้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือไม่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ หรือไม่กระทบกระเทือนต่อสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ (ข้อ 21(3)) ไม่หยาบคาย หรือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม หรือทับถมบุคคลอื่นหรือสินค้าและบริการธุรกิจอื่น ไม่ว่าเป็นสินค้าและบริการธุรกิจชนิดหรือประเภทเดียวกันหรือไม่ (ข้อ 21(7)) ไม่เป็นข้อความสองแง่สองง่ามที่มีความหมายหยาบคาย หรือเป็นภาพหรือข้อความที่ยั่วยุกามารมณ์ (ข้อ 21(8)) ไม่เป็นการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณของสินค้าและบริการธุรกิจอันเป็นเท็จหรือเกินความจริง (ข้อ 21(5)) ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกหวาดเสียวหรือตกใจแก่ผู้ฟังและผู้ชมโดยทั่วไป (ข้อ 21(9) น้ำเสียงในการพูดโฆษณาหรือเสียงที่ใช้ประกอบต้องสุภาพ (ข้อ 21(6) ห้ามโฆษณาสินค้าและบริการธุรกิจที่ขัดต่อศีลธรรมและวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือก่อให้เกิดภาพพจน์ไปในทางลามกอนาจาร (ข้อ 21(2)) ห้ามอ้างชื่อบุคคลหรือสิ่งซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนเพื่อประโยชน์ในการโฆษณา (ข้อ 21(1))
การนำเด็กมาใช้โฆษณาและบริการธุรกิจ จะต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพของเด็กทั้งร่างกาย และจิตใจ รวมทั้งไม่ขัดต่อศีลธรรม วัฒนธรรม และประเพณีอันดีงามของประเทศชาติ โดยเน้นในทางสร้างสรร และมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ (ข้อ 23) ห้ามมิให้นำเด็กมาแสดงเป็นผู้เสนอ หรือแนะนำสินค้า หรือบริการธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับเด็กโดยตรง หรือในสิ่งที่เด็กด้วยกันไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยตนเอง เว้นแต่การนำเด็กมาแสดงเป็นตัวประกอบในลักษณะที่เหมาะสมเท่านั้น ห้ามมิให้นำเด็กมาแสดงในการโฆษณาสินค้า หรือบริการธุรกิจ ประเภทเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เจือปนทุกชนิด เช่น เบียร์ ไวน์ สุรา เป็นต้น ห้ามมิให้นำเด็กมาแสดงเกี่ยวกับการใช้สินค้าหรือบริการธุรกิจประเภทที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น ของมีคม ไม้ขีดไฟ ก๊าซ น้ำมันเชื้อเพลิง เครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ห้ามมิให้นำเด็กมาแสดงในการโฆษณาสินค้าหรือบริการธุรกิจเกี่ยวกับการชิงโชคและการพนันทุกประเภท ห้ามมิให้นำเด็กมาแสดงในการโฆษณาสินค้าหรือบริการธุรกิจ ในลักษณะที่จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเป็นปมด้อยหากมิได้มีหรือใช้สินค้านั้น หรือหากมีหรือใช้สินค้านั้นแล้วเด็กจะมีปมเด่นและมีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเด็กอื่นที่ไม่มีสินค้านั้น

โฆษณาในสมัยก่อน


โฆษณา สบู่ลักส์ เมื่อปีพ.ศ.2496


โฆษณา ยาสีฟันดาร์กี้ เมื่อปีพ.ศ.2481



โฆษณา โอโม เมื่อปีพ.ศ.2504




โฆษณา ออด๊าซ เมื่อปีพ.ศ.2497





โฆษณา ช็อกโกแลตToblerone เมื่อปีพ.ศ.2496


ประวัติโฆษณาของไทย

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของประเทศไทย The Bangkok Recorder หรือจดหมายเหตุฯ โดยการเผยแพร่ของหมอบรัดเลย์ ในหนังสือพิมพ์มีการโฆษณา อู่ต่อเรือบางกอกด๊อก ลงตีพิมพ์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2408ซึ่งนับว่าเป็นการโฆษณาชิ้นแรกของประเทศไทย
โฆษณา หมายถึง รูปแบบการใช้จ่าย ในการติดต่อสื่อสาร โดยไม่ใช้บุคคลขององค์กร เจ้าของผลิตภัณฑ์ บริการหรือสินค้าทางความคิด ซึ่งจุดประสงค์หลักของการโฆษณาคือ

1. เพื่อแนะนำสินค้าหรือบริการให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า
2. เพื่อสนับสนุน แนะนำทางให้กับพนักงานเดินตลาด ให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะกลุ่มลูกค้าจะรู้จักสินค้ามาก่อน จากการโฆษณา
3. เพื่อให้ลูกค้ายอมรับคุณภาพของสินค้า
4. เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้สินค้า
5. เพื่อย้ำความทรงจำของลูกค้า ให้เกิดความต้องการทางการซื้อซ้ำอีก
6. เพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย
7. เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีขององค์การ ในความรู้สึกของลูกค้า
ประวัติของการโฆษณาในประเทศไทย เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยพ่อค้าจะใช้การร้องขายสินค้า เพื่อสื่อกับลูกค้าโดยตรง ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็ยังมีให้เห็นกับอยู่ทั่วไป แต่หากย้อนหลังไปเมื่อ 200 ปีก่อน ประเทศตะวันตกจะเป็นเจ้าของแนวคิดของการโฆษณา โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยได้ใช้หนังสือพิมพ์ เป็นสื่อมวลชนชนิดแรก โดยนายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ (หมอบรัดเลย์) ได้ออกหนังสือพิมพ์ภาษาไทย ชื่อ หนังสือจดหมายเหตุฯ หรือ The Bangkok Recorder พร้อมทั้งมีการโฆษณาชิ้นแรก ลงในหนังสือพิมพ์ คือ การโฆษณาอู่ต่อเรือบางกอกด๊อก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2408 และนับจากนั้นมา
รูปแบบของการโฆษณาเริ่มสมบูรณ์ขึ้น เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยากำแพงเพชรอัครโยธิน ได้จัดตั้งแผนกโฆษณากรมรถไฟ และวางรากฐาน การทำงานด้านโฆษณา ด้วยการนำตัวอย่าง มาจากแผนการโฆษณากิจการรถไฟในประเทศอังกฤษ มาใช้ในเมืองไทย ต่อมาได้ทรงวางแผน และทรงรณรงค์โฆษณา ให้กับการคลังออมสิน จนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
เมื่อการค้าขายขยายตัวมากขึ้น การสื่อสารจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งการโฆษณารุ่งเรืองมาก เนื่องจากหนังสือพิมพ์และนิตยสาร เริ่มต้นดำเนินการในรูปแบบธุรกิจมากขึ้น การโฆษณาจึงได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนประเภทอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน การโฆษณาก็ได้กลายมาเป็นเครื่องมือ ทางการตลาดการค้าอีกด้วย ต่อมาในปี 2467 เกิดบริษัทรับจ้างทำงานโฆษณาครั้งแรก ชื่อ บริษัทสยามแอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ภายใต้การก่อตั้ง ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน และมีผู้จ้างบริษัทโฆษณารายแรก คือ ห้างนายเลิศ และกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ยังทรงถ่ายทำภาพยนตร์สารคดี เกี่ยวกับอุตสาหกรรมของเมืองไทย เช่น โรงงานสบู่ของบริษัท สยามอินดัสตรี จำกัด ผู้ผลิตสบู่ซันไลต์ เป็นต้น จึงทำให้พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งวงการโฆษณาไทย”
เมื่อมีการเปิดสถานีวิทยุกรุงเทพ ที่พญาไท ซึ่งเป็นสถานีวิทยุกระจายเสียงถาวรแห่งแรกเมื่อปี 2473 จึงเป็นอีกสื่อหนึ่ง ที่ผลักดันให้เกิดโฆษณา ที่มีขอบข่ายในวงกว้าง แต่ก็ต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากการเกิดสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ เมื่อผ่านมาถึงปี 2489 สงครามจึงสงบลง ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ทำให้การโฆษณา ก้าวกลับมาสู่ความสำคัญอีกครั้งหนึ่ง และยังเกิดบริษัทโฆษณาขึ้นอีก 3 บริษัท คือ บริษัทโกร๊กแอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด บริษัท แกร๊นท์ แอนด์ อี แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด และบริษัท คาเธ่ย์แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 เริ่มมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ โดยใช้ชื่อสถานีว่า สถานีไทยโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม นับเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การแพร่ภาพทางโทรทัศน์ ของประเทศไทย และมีการดำเนินงาน ในรูปของบริษัทจำกัด คือ บริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด จึงทำให้สื่อหลักของการโฆษณา ได้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน พ.ศ.2500 การโฆษณาได้พัฒนาตัวเอง เข้าสู่รูปแบบของการเป็นอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง บริษัทการค้าใหญ่ๆ ก็มีแผนกโฆษณาของตนเอง โดยไม่มีการควบคุมจากรัฐบาล ต่อมารัฐจึงต้องมีการออกกฏหมาย ควบคุมจำกัดการนำเข้า พร้อมทั้งส่งเสริมการผลิตในประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ธุรกิจโฆษณาพัฒนาตามไปด้วย ในยุคปัจจุบัน บริษัทโฆษณามีแนวโน้ม จะรวมตัวกับบริษัทโฆษณาขนาดใหญ่ จากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มของวงการโฆษณา ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

My Profile SuddoK


ฮ่าๆ !!นี่คือ Blog ของชั้น 'นุ่น' นี่เป็นการสร้าง Blog ครั้งแรกของชั้น ^^" ย๊ากจิ๊ง!! ทำhi5ยังง่ายกว่าตั้งเยอะ ง๊า ><"
แต่เพื่อจะเรียนวิชานี้ ชั้นต้องหัดทำ --"เหอๆ